....เมืองไทยเรานี้ แสนดีหนักหนา ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ทำมาหากิน  แผ่นดินของเรา  ปลูกเรือนสร้างเหย้าอยู่ร่วมกันไป....

....เราอยู่เป็นสุข  สนุกสนาน  เราตั้งถิ่นฐาน  ไว้จนยิ่งใหญ่  เมืองไทยเรานี้  แสนดีกระไร  เรารักเมืองไทยยิ่งชีพเราเอย.....

....เสียงเพลง "เรารักเมืองไทย" ในสมัยก่อน ที่คนรุ่นเดียวกับผมขึ้นไปจนถึงพ่อแก่แม่เฒ่า ต่างก็ได้ฟังกันทุกเช้าจากวิทยุทรานซิสเตอร์ ระบบAM. สมัยนั้นมีแค่นี้ก็เป็นสุขแล้ว โทรทัศน์ก็เป็นแบบขาว-ดำ เครื่องเบ้อเริ่ม ตัวตู้เป็นไม้สักแท้ ประมาณว่าถ้าซื้อทีวี.ก็ได้เฟอร์นิเจอร์มาประดับบ้านไว้อวดฐานะไปในตัวเลย....

.....เด็ก ๆ ในครอบครัวยากจนจะไม่มีโอกาสได้ดูทีวี. เพราะว่ามันแพงมากในยุคนั้น ก็ต้องอาศัยข้างบ้านที่เขาพอมีฐานะ หรือร้านค้าที่นิยมมีทีวี.ไว้เรียกลูกค้าเข้าร้าน วันไหนข้างบ้านเค้าไม่อยู่ หรือร้านค้าไม่ยอมเปิด ทีวี. วันนั้นเป็นอันว่าอดดู...

....สมัยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 ย้อนหลังขึ้นไปนั้น บ้านเมืองเรายังปกครองด้วยระบอบเผด็จการ อำนาจการปกครองและสิทธิเสรีภาพทั้งปวง อยู่ในมือของผู้นำกลุ่มเล็ก ๆ แต่ว่า ชาวบ้านที่หากินโดยสุจริต และเป็นสุภาพชนทั่วไปก็มิได้เดือดร้อนวุ่นวายอย่างสมัยนี้ คนที่จะเดือดร้อนจริง ๆ ก็เป็นพวกหัวไม้ ขี้ยา ฯลฯ อะไรทำนองนั้น นัยว่าอยู่ไม่เป็นสุข เพียงได้ยินเสียงรถจี๊ปตำรวจแล่นผ่านมาเท่านั้น....

....ผ่านยุคสมัยสู่ความเจริญรุ่งเรือง ผู้คนกลับโทรมและทรุด รายได้ไม่พอจ่าย ข้าวของแพงเกินฐานะที่คนธรรมดาจะรับได้ เทคโนโลยีและทุนนิยมเร่งเร้าให้ขันแข่งและสะสม ดั่งนายโคที่ไล่ต้อนโคไปสู่ความตายในโรงฆ่าสัตว์ ฉันใดก็ฉันนั้น....

....ภาพแรก อันนี้จะเป็นแถวเยาวราช หรือพาหุรัดไม่แน่ใจ เหตุเกิดประมาณปี พ.ศ. 2475 ซ้ายมือของท่านที่เห็นแต่ขาคนขาย อันนั้นเป็นหาบขายตือฮวนครับ กินกับไส้กรอกข้าวเหนียวท่อนยาว ๆ เรียกว่าบะเต็ง อร่อยอย่าบอกใคร ส่วนป้าหรือซิ้มคนนี้กำลังง่วนกับการจัดขนมเชื่อมลงห่อใบตอง เพื่อขายแก่ลูกค้า สมัยนั้นไม่บ้าพลาสติกอย่างสมัยนี้ ของร้อนของเย็นเป็นลงถุงแบบเดียวกันหมด คนก็กินกันหน้าตาเฉย ไม่รู้เลยว่าสารเคมีทั้งนั้นที่กินเข้าไปทุกวัน ๆ...