....รถถัง เป็นชื่อเรียกทับศัพท์ตามภาษาอังกฤษว่า "THANK" ซึ่งแปลว่า "ถังน้ำ" สาเหตุที่มาของชื่อนี้เนื่องมาจากในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ฝ่ายอังกฤษต้องประสบกับความสูญเสียอย่างมาก ในการทุ่มกำลังทหารราบเข้าตีที่มั่นของฝ่ายเยอรมันที่วางระบบป้องกันไว้อย่างแข็งแรง ทั้งสนามเพลาะ แนวลวดหนาม และรังปืนกล....

....จึงเกิดแนวความคิดในการใช้รถแทร็คเตอร์กรุยทางนำหน้าทหารราบเข้าตี ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ คือสามารถกรุยทางให้ทหารราบรุกเข้าโจมตีที่หมายได้สะดวกขึ้น แต่ก็ยังมีปัญหาว่า รถแทร็คเตอร์ไม่สามารถป้องกันตัวเองจากการถูกระดมยิงด้วยปืนกลหนักได้ จึงมีการนำรถแทร็กเตอร์มาดัดแปลงหุ้มด้วยเหล็กหนา เจาะช่องให้ทหารที่อยู่ข้างในสามารถสอดปากกระบอกปืนเล็กยาวออกมายิงโต้ตอบข้าศึกได้....

ภาพรถถังยุคแรกของโลกซึ่งดัดแปลงมาจากรถแทร็กเตอร์

....ต่อมาจึงได้เพิ่มเติมติดปืนกลหนักเข้าไปที่ด้านหน้ารถ และได้กลายมาเป็นต้นแบบของการติดปืนใหญ่ของรถถังยุคต่อมาจนถึงปัจจุบัน....

....ในการส่งรถถังเข้าสู่สมรภูมิครั้งแรกนั้น อังกฤษได้ใช้ชื่อพรางให้ข้าศึกที่ดักฟังข่าวทางวิทยุเกิดความเข้าใจว่า เป็นการส่งรถบรรทุกน้ำเพื่อส่งกำลังบำรุงให้กับทหารในแนวรบตามปกติ ดังนั้น จึงเรียกยานรบที่คิดขึ้นมาใหม่นี้ว่า "Thank" หรือถังน้ำตามที่กล่าวไว้ข้างต้น และชื่อนี้ก็ยังคงถูกเรียกรถรบชนิดนี้มาจนถึงปัจจุบัน....


...ปืนใหญ่รถถังขนาด 37 มม.ของเยอรมันที่ใช้ติดตั้งกับรถถังแบบแพนเซอร์-1 จะเห็นได้ว่าได้รับการออกแบบให้กระทัดรัด ใช้กระสุนแบบปิด และด้านท้ายรังเพลิงจะเปิดโล่งเพื่อลดแรงสะท้อนถอยหลังของปืน และสามารถดีดปลอกออกเองได้หลังจากการยิงไปแล้ว ทำให้การบรรจุกระสุนนัดต่อไปทำได้รวดเร็วขึ้น แม้แต่ปืนใหญ่รถถังในยุคปัจจุบัน ก็ยังคงพัฒนาบนพื้นฐานนี้เช่นเดียวกัน

....รถถังมีวิวัฒนาการและพัฒนามาอย่างไม่หยุดยั้ง ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันมีการพัฒนารถถังที่ก้าวกระโดดจนในยุคที่เริ่มสงคราม ไม่มีรถถังใดของฝ่ายพันธมิตรที่สามารถต้านรถถังตระกูลแพนเซอร์ ไทเกอร์ และคิงไทเกอร์ของเยอรมันได้เลย เยอรมันซึ่งมีชื่อเสียงมากในด้านวิศวกร ได้คิดค้นและออกแบบรถถังใหม่ให้มีลักษณะเฉพาะตัว โดยเฉพาะระบบล้อสายพานและทอร์ชั่นบาร์ที่เป็นระบบสำหรับรถถังโดยเฉพาะ ทำให้รถถังสามารถเคลื่อนที่และหันเลี้ยวได้อย่างรวดเร็ว และการออกแบบตัวรถให้สามารถทนแรงสะท้อนถอยหลังของปืนใหญ่วิถีตรงได้ รวมทั้งการออกแบบปืนใหญ่และลูกกระสุนให้มีขนาดที่พอเหมาะกับพื้นที่คับแคบภายในรถ รถถังของเยอรมัน จึงเป็นรถถังแบบแรกของโลกที่ติดตั้งปืนใหญ่วิถีตรงที่มีอำนาจการยิงทำลายที่รุนแรงและแม่นยำ จนทำให้รถถังแบบวิคเกอร์ อาร์มสตรองของอังกฤษไม่สามารถต่อสู้กับรถถังแพนเซอร์ของเยอรมันได้เลย...

รถถังแพนเซอร์ของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2

สมรรถนะ

เครื่องยนต์ 140 แรงม้า
น้ำหนักพร้อมรบ 9,500 กก.
ความเร็วสูงสุด 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ความสูง 2.15 ม.
ความยาว 4.18 ม.
ความกว้าง 2.28 ม.
ระยะทำการ 200 กม.
อาวุธ ปืนใหญ่ ขนาด 20 มม.
เกราะหนา 5 มม. ถึง 35 มม.
พลประจำรถ 3 คน

รถถังไทเกอร์

รถถังคิงไทเกอร์

สมรรถนะ รถถังไทเกอร์ และ คิงไทเกอร์

น้ำหนัก 55 ตัน
ความเร็ว 24 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 38 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ระยะปฏิบัติการ 62 ไมล์ หรือ 99 กิโลเมตร
ปืนใหญ่ประจำรถ 88 มิลลิเมตร และปืนกลขนาด 7.92 มิลลิเมตร สองกระบอก
เกราะหนา 110 มิลลิเมตร
พลประจำรถ 5 นาย


....ปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันตัดสินใจโจมตีรัสเซีย โดยทุ่มกำลังรถถังเกือบทั้งกองทัพเข้าตีรัฐยูเครน ฝ่ายรัสเซียพยายามต้านทานอย่างเข้มแข็ง แต่ก็ต้องประสบกับความสูญเสียอย่างมาก เนื่องมาจากอาวุธและกำลังทหารที่ส่วนใหญ่เกณฑ์มาจากชาวนาไม่สามารถเปรียบเทียบสมรรถนะกับกองทัพเยอรมันได้....

....นายพลโมโลตอฟ แม่ทัพใหญ่ยูเครนเห็นว่าอาวุธที่ใช้ต่อสู้กับรถถังเยอรมันเริ่มร่อยหรอ ถึงจะได้รับเพิ่มเติมแต่ก็ไม่สามารถหยุดยังกองทัพรถถังของฝ่ายเยอรมันได้ จึงเกิดความคิดในการใช้ไฟเผารถถังฝ่ายเยอรมัน และสั่งทหารนำขวดเหล้าวอดก้าเปล่ามาบรรจุน้ำมันเบนซินทำเป็นระเบิดเพลิงขว้างใส่รถถังเยอรมัน ทำให้ฝ่ายเยอรมันต้องสูญเสียรถถังไปบ้าง ต่อมา...เยอรมันจึงเปลี่ยนยุทธวิธีให้ทหารราบเดินขนามข้างรถถังเข้าตี เพื่อป้องกันทหารรัสเซียเข้าใกล้รถถัง....

....ระเบิดขวดเพลิงบรรจุน้ำมันเบนซินนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถหยุดรถถังได้แม้ในยุคปัจจุบัน ต่อมามันจึงถูกเรียกตามชื่อผู้คิดทำมันขึ้นมาว่า "โมโลตอฟ ค็อกเทล"....

รถถังแบบเอ็ม.1เอแบร่มส์ของสหรัฐถูกโจมตีด้วยระเบิดเพลิงแบบโมโลตอฟ ค็อกเทลสูตรนาปาล์มสบู่ที่เมืองบัสรา ประเทศอิรัก

รถถัง A.1 เอแบร่มส์อีกคันหนึ่ง ถูกทำลายด้วยระเบิดขวดโมโลตอฟ ค็อกเทลบนไฮเวย์ทางเข้ากรุงแบกแดด ประเทศอิรัก ในสงครามอิรัก


....ในขณะที่ทางสหรัฐ ได้เกิดมีนักคิดผู้หนึ่งนำเสนอแนวความคิดการสร้างรถถังแบบใหม่ที่เน้นความคล่องตัวและน้ำหนักเบา เพื่อให้สามารถวิ่งบนพื้นที่โคลนเลนได้ดี และสามารถติดปืนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมทั้งใช้เครื่องยนต์ดีเซลเพื่อให้สามารถวิ่งได้ระยะทางที่ไกล และทนต่อการระเบิดลุกไหม้ดีกว่าเครื่องยนต์เบนซินที่ใช้กันอยู่เดิม แต่แนวความคิดนี้ฝ่ายนักการทหารของกองทัพสหรัฐกลับมองเห็นเป็นความประสงค์ร้ายของผู้ออกแบบ โดยคิดว่าอาจเป็นแผนการณ์ของฝ่ายเยอรมันที่จะหลอกให้สหรัฐสร้างรถถังที่อ่อนแอเพื่อให้ข้าศึกบดขยี้ง่าย ๆ ผู้คิดออกแบบรถถังรุ่นใหม่จึงต้องหลบหนีออกจากสหรัฐ ไปขอลี้ภัยในรัสเซียโดยนำแบบพิมพ์เขียวรถถังที่คิดขึ้นไปเสนอต่อกองทัพรัสเซียด้วย....

....เครื่องยนต์ดีเซลของรถถัง T.34 /75

....ทางผู้นำรัสเซียเห็นชอบให้ดำเนินการสร้างรถถังตามแบบที่ถูกเสนอได้ เพราะเห็นว่ามันสร้างได้ง่าย และรัสเซียก็กำลังขาดแคลนรถถังอย่างหนัก...

.....T-34 คือรถถังแบบที่กล่าวมา ซึ่งมันเป็นรถถังที่ประสบความสำเร็จอย่างเยี่ยมยอดที่สุดของรัสเซีย เพราะมันสามารถเคลื่อนที่บนพื้นที่เต็มไปด้วยโคลนเหลวจากหิมะได้อย่างแคล่วคล่อง ในขณะที่รถถังเยอรมันเกราะเหล็กหนามาก ทำให้หนักและจมโคลนจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบถูกยิงทำลายจนเกือบหมด จนทำให้เยอรมันไม่มีรถถังเพียงพอในการรบ กอรปกับฝ่ายพันธมิตรระดมทิ้งระเบิดโรงงานอาวุธและเขตอุตสาหกรรมหนักของเยอรมันอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เยอรมันไม่สามารถสร้างรถถังใหม่ชดเชยส่วนที่สูญเสียได้ทันกาล ในที่สุดเยอรมันจึกตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงครามเป็นครั้งที่สอง....

รถถัง T-34 ของรัสเซียซึ่งเป็นจุดหักเหส่วนหนึ่งที่ทำให้เยอรมันต้องแพ้สงคราม รถถังรุ่นนี้ได้เปลี่ยนแนวความคิดการพัฒนารถถังจากเดิมที่เน้นเกราะหนามาเป็นเกราะบาง ลดน้ำหนักเพิ่มความเร็วและคล่องตัว ซึ่งเป็นต้นแนวความคิดของรถถังในยุคปัจจุบันนี้

สมรรถนะ T-34

น้ำหนักพร้อมรบ 26,000 กก.
เครื่องยนต์ 450 แรงม้า
ความเร็วสูงสุด 55 กม.ต่อ ชม.
ระยะทำการ 300 กม.
อาวุธหลัก ปืนใหญ่ขนาด 76.2 มม. ในรุ่นแรก และ 85 มม.ในรุ่นสุดท้าย
ความยาว 5.92 ม.
ความกว้าง 3 ม.
ความสูง 2.45 ม.
เกราะหนา 15 มม. ถึง 45 มม.
พลประจำรถ 4 คน


รถถังมาทิลด้าของอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่สอง ถึงจะเป็นรถถังที่มีความแข็งแกร่ง แต่การสร้างมีความซับซ้อน และต้องใช้แรงงานคนเป็นอย่างมาก จึงสร้างได้น้อยไม่เพียงพอต่อการใช้งาน

.....ในส่วนของฝ่ายอังกฤษ ใช้รถถังแบบมาทิลด้า และรถถังครอมเวลล์เป็นตัวหลักในการต่อต้านกับกองทัพรถถังแพนเซอร์ของเยอรมัน มาทิลด้าเป็นรถถังที่ใช้แผ่นเกราะปิดสายพานกลายเป็นเกราะชั้นนอกอีกชั้นหนึ่ง มันจึงมีความความแข็งแกร่งทนทานต่อการถูกยิงด้วยอาวุธต่อต้านรถถังทางภาคพื้นดินทางด้านข้างตัวรถเมื่อถูกยิงครั้งแรกเกราะชั้นนอกถูกทำลาย ก็ยังเหลือเกราะตัวรถข้างในอีกหนึ่งชั้น เสียแต่ว่า รถถังมาทิลด้าถึงจะเป็นรถถังขนาดหนัก แต่ติดปืนใหญ่ขนาด 40 มม.เท่านั้น ทำให้ไม่สามารถเผชิญหน้ากับรถถังคิงไทเกอร์ของเยอรมันได้ อีกทั้งการติดเกราะสองชั้น ทำให้น้ำหนักของมาทิลด้ามากเกินไปที่จะใช้รบบนพื้นที่โคลนเลน หรือดินอ่อน มันจึงถูกส่งไปประจำการในแนวรบด้านอาฟริกา ที่เป็นทะเลทรา